พุทธสัมพันธ์ไมตรีระหว่างมหายานและเถรวาท

สายสัมพันธ์ของพุทธมหายานและเถรวาท เปรียบดั่งปีกของ
วิหคที่พยุงนกให้โผบินสู่ฟ้ากว้าง หากขาดซึ่งปีกใดปีกหนึ่ง 
นกมิอาจบินได้ฉันใด สายสัมพันธ์ระหว่างพุทธมหายานและ
เถรวาทย่อมประดุจเดียวกัน
นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันพุทธเถรวาท และมหายานเสมือน
หนึ่งพี่น้องร่วมอุทร โดยมีพระบรมศาสดาเป็นพุทธบิดา 
การผลักดันพุทธศาสนาจึงต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจ
ของทั้งสองฝ่ายเพื่อสืบอายุพระศาสนา ทั้งนี้ท่านคณาจารย์
ซิงหวิน ปฐมอาจารย์วัดโฝวกวงซัน ท่านตระหนักเห็นความ
สำคัญส่วนนี้โดยตลอด จุดเริ่มต้นที่นำท่านลุถึงปณิธานที่
ตั้งไว้ คือ พุทธศักราช 2506 ครั้งแรกที่คณาจารย์ซิงหวิน
เยือนประเทศไทย ท่านมีโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็จพระอริยวงศา
คตญาณ สมเด็จพระสังฆราช รวมถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้า
อยู่หัว ถือเป็นการสร้างสัมพันธไมตรีระหว่างพุทธศาสนา
ทั้งสองนิกายขึ้น ทั้งนี้สมเด็จพระสังฆราชกล่าวต่อท่านว่า 
“ประเทศจีน คือ พุทธศาสนาแดนเหนือ ส่วนประเทศ
ไทยนั้น คือ พุทธศาสนาแดนใต้ ฉะนั้นจะเป็นมหายาน
หรือเถรวาทก็ตาม เราต่างมีพระบรมศาสดาเป็น
ศูนย์รวมแห่งศรัทธาเสมอเหมือน ฉะนั้นพุทธศาสนา
ไทย-จีน เราจะแบ่งแยกกันไปใย” จุดเริ่มต้นนี้เองที่
นำพาท่านคณาจารย์ตั้งมั่น เพื่อสืบสัมพันธไมตรีต่อไป

ในปีพุทธศักราช 2538 มูลนิธิส่งเสริมพระพุทธศาสนาเพื่อ
สังคม ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ ดูเหมือนสายสัมพันธ์
ระหว่างสองนิกายยิ่งกระชับมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากปี
พุทธศักราช 2545 พระเทพญาณกวี วัดพระศรีมหาธาตุ 
นำคณะเถรานุเถระฝ่ายธรรมยุต เยี่ยมชม และเชื่อมสัมพันธ
ไมตรีกับคณะสงฆ์วัดโฝวกวงซัน 

การมาเยี่ยมวัดโฝวกวงซันครั้งนี้ถือเป็นประวัติศาสตร์ครั้ง
ยิ่งใหญ่ของคณะสงฆ์ธรรมยุต ซึ่งเป็นคณะสงฆ์แรกที่มา
เยี่ยมชมและเจริญสัมพันธไมตรี

มิเพียงเท่านี้ท่านคณาจารย์ซิงหวินยังได้รับถวายปริญญา
ดุษฎีบันฑิต สาขาพุทธศาสตร์ จากมหาจุฬาลงกรณ์
ราชวิทยาลัย  ซึ่งอธิการบดีพระเทพโสภณเดินทางมอบ
ปริญญาดุษฎีบัณฑิตถึงวัดโฝวกวงซันไต้หวัน ท่านยังได้
รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาพุทธศาสตร์ จาก
มหามกุฎราชวิทยาลัย และท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระ
ญาณวโรดม มอบถวายปริญญาดุษฎีบันฑิต แด่คณาจารย์
ซิงหวินยังวัดโฝวกวงซัน

นอกจากนี้ในปีพุทธศักราช 2546 ทางสำนักงานพุทธมลฑล
ร่วมมือกับมูลนิธิแสงพุทธธรรมจัดงานวันวิสาขบูชา โดยท่าน
เจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่
สมเด็จพระสังฆราช เป็นองค์ประธาน ส่วนพระเถระซินติ้ง ประธานมูลนิธิแสงพุทธธรรมสากลถวายการต้อนรับ งานที่
สำคัญเช่นนี้จัดขึ้นที่ประเทศไทย ไม่เพียงเท่านี้ ทางวัด
โฝวกวงซันมีโอกาสเข้าร่วมงานประชุมสุดยอดผู้นำเถรวาท
มหายาน ณ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย โดยมีพระ
เถระซินติ้งทำหน้าที่เป็นผู้แทนท่านคณาจารย์ซิงหวิน
คำกล่าวว่า “ห้วงน้ำในมหาสมุทรกว้างใหญ่ฉันใด น้ำจิต
มิตรใจของเถรวาท-มหายานย่อมยิ่งใหญ่ดุจนั้น” ฉะนั้นปี
พุทธศักราช 2546 (ค.ศ.2003) พระเถระซินติ้งเป็นตัวแทนวัด
โฝวกวงซันเข้าเฝ้าถวายพระพร สมเด็จญาณสังวร สมเด็จ
พระสังฆราช เนื่องในโอกาสที่พระองค์เจริญพระชนมายุครบ 
90 พรรษา เพื่อขอประทานอนุญาตสร้างพระพุทธรูปทรง
เครื่องถวาย พระพุทธรูปองค์นี้ได้รับพระราชทานนามจาก
สมเด็จพระสังฆราชว่า"พระพุทธรัตนมณีมหาจิโนภาสมงคล"
เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องจักรพรรดิ ขนาดหน้าตัก 80 นิ้ว 
ประดับด้วยอัญมณีล้ำค่ามากมาย ซึ่งพระพุทธรูปองค์นี้เป็น
ความร่วมมือระหว่างวัดโฝวกวงซันและคณะสงฆ์ไทย โดย
สมเด็จพระสังฆราชทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ลงบนยอด
พระเกตุพระพุทธรูป ฯพณฯ ท่านพลอากาศเอกสิทธิ เศวตศิลา องคมนตรีเป็นประธานในพิธีเททอง สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ สมเด็จพระมหามุณีวงศ์ พระเถระซินติ้งเป็นประธานฝ่าย
บรรพชิต ทำพิธีหล่อส่วนองค์พระ และสมเด็จพระเทพรัตน
ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจิม ทรงพระสุหร่าย จากนั้นท่านเจ้าคุณสมเด็จพระญาณวโรดม เป็นผู้แทน
พระองค์สมเด็จพระสังฆราช ทำพิธีถวายพระพุทธมหารัตน
มณีจิโนภาสมงคลยังวัดโฝวกวงซัน ไต้หวัน โดยท่าน
คณาจารย์ซิงหวินเป็นประธานรับมอบ ซึ่งในวันนั้นมีพุทธ
ศาสนิกชนชาวไต้หวันเข้าร่วมกว่า 50,000 คน

ปัจจุบันพระพุทธรูปองค์นี้อัญเชิญไปประดิษฐานยังพุทธ
สุวรรณวิหาร ณ อนุสรณ์สถานพุทธศาสดา วัดโฝวกวงซัน
ไต้หวัน พระสัทธรรมอันประเสริฐจักอยู่คู่สยามประเทศได้
พุทธธรรมจะปกแผ่ได้กว้างไกลเพียงใดต่างต้องอาศัยความ
สมัครสามัคคี เราทั้งหลายช่วยกันรับเป็นธุระแห่งพระบรม
ศาสนา สืบเจตนาแห่งพระพุทธศาสดาสืบไป ด้วยนำศานติ
ความร่มเย็นสู่มหาชน อีกให้ชนทั้งหลายประจักษ์ว่า 
พุทธศานา คือ ศาสนาแห่งสันติ ความเคารพ  ความเบิกบาน 
และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน